องค์การเภสัชฯ แนะวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อแพ้ยาองค์การเภสัชกรรมแนะนำวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมเมื่อเกิดการแพ้ยา ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อยให้หยุดยาทันทีและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

อาการแพ้ยาจะค่อยๆ หายเอง ถ้ามีผื่นคันมากอาจรับประทานยาแก้แพ้บรรเทาอาการได้ ถ้าอาการแพ้รุนแรงให้หยุดยาและรีบไปพบแพทย์ทันที

การแพ้ยาเป็นอันตรายของการใช้ยาที่ควรคำนึงถึงอย่างหนึ่ง การแพ้ยาเป็นภาวะที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงการตอบสนองต่อยา เนื่องจากเคยได้รับยาชนิดนั้นหรือได้รับสารที่มีสูตรคล้ายคลึงกับยานั้นมาก่อน แล้วเกิดการกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ‘สิ่งต่อต้าน’ ขึ้น โดยใช้เวลาในการสร้างสิ่งต่อต้านประมาณ 7-14 วัน เมื่อร่างกายได้รับยาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดการทำปฏิกิริยาซึ่งจะกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายหลั่งสารบางอย่าง เช่น ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารตัวสำคัญในปฏิกิริยาการแพ้ อาการแพ้ที่เกิดจะเกี่ยวข้องกับแทบทุกระบบของร่างกาย และไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดกับใครบ้าง มีตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนรุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิต

องค์การเภสัชฯ แนะวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อแพ้ยา

การแพ้ยาแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ การแพ้ยาชนิดที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ได้แก่ แบบอะนาฟัยแลกซีส (Anaphylaxis) พบน้อยแต่มีอาการรุนแรงถึงชีวิต ทำให้หลอดลมตีบ เกิดการบวมบริเวณกล่องเสียง หายใจไม่ได้ เส้นเลือดขยายตัวมาก ทำให้ความดันโลหิตลดลง จนหมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตเนื่องจากทางเดินหายใจตีบตัน ร่างกายขาดออกซิเจน อาการที่เกิดจะเกิดอย่างรวดเร็วมากต้องรีบทำการรักษา ตัวอย่างของยาและสารที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ ได้แก่ ยาที่ใช้ฉีดทุกชนิด ยาเพนิซิลลิน และสารที่ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดในการเอ็กซ์เรย์ ซึ่งหากพบอาการแพ้ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาทันที และอาการแพ้แบบอื่นๆ ซึ่งอาการไม่รุนแรงเท่าชนิดแรก อาจมีผื่นคันและบวม ตัวอย่างเช่น มอร์ฟีน โคเดอีน อาจพบอาการไข้ที่เรียก ฟีเวอร์ ซิคเนสส์ ‘Fever Sickness’

ถ้าเกิดบ่อยๆ จะทำให้เกิดเส้นเลือดอักเสบ ไตอักเสบ อาการไข้จากยาประเภทซัลโฟนาไมด์ ทำให้มีไข้สูงได้ มักเกิด 1-3 สัปดาห์ภายหลังการให้ยา การที่มีไข้ขึ้นนี้ทำให้มีความสับสนนึกว่าไข้กลับได้ ต้องแยกให้ออกระหว่างอาการไข้จากการแพ้ยาหรือไข้กลับ ถ้าไข้จากการแพ้ยา ควรหยุดยา 2-3 วัน ไข้จะลดลง อาการหอบหืด คัดจมูก ส่วนใหญ่เกิดจากยาประเภทแอสไพริน ควินิน สำหรับอาการแพ้ยาชนิดทิ้งช่วง จะเกิดขึ้นภายหลังได้รับยา 24-48 ชั่วโมง ร่างกายจึงจะตอบสนองแล้วเกิดอาการแพ้ จะพบอาการทางผิวหนัง มีอาการผื่นแดงอักเสบ เช่น แพ้ยาเพนิซิลลิน และซัลโฟนาไมด์ และตรวจพบเม็ดเลือดขาวลดลง และโลหิตจาง เช่น แพ้ยาคลอแรมเฟนิคอล

องค์การเภสัชฯ แนะวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อแพ้ยา

ในส่วนของการปฏิบัติเมื่อเกิดการแพ้ยา ให้หยุดการใช้ยาไว้ก่อน ในกรณีที่มีอาการแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น ผื่นคัน คัดจมูก หากหยุดให้ยา อาการต่างๆ จะค่อยๆลดลง และหมดไปใน 2-3 ชั่วโมง ในรายที่มีอาการผื่นคันมาก อาจให้ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ได้ แต่หากมีอาการแพ้รุนแรงมากและเกิดทันทีทันใด ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที  ในรายที่ได้รับยามาใหม่ๆ การดูดซึมยังไม่หมด อาจทำให้อาเจียน หรือให้กินผงถ่าน (Activated Charcoal) ช่วยดูดซับยาเพื่อลดการดูดซึมของยา ทางที่ดีที่สุดคือ พยายามป้องกันมิให้เกิดอาการแพ้ยาขึ้นมา เพราะถ้าอาการแพ้เกิดรุนแรงมาก อาจจะแก้ไขไม่ทันการณ์ โดยคนไข้ที่เคยแพ้ยาชนิดนั้นๆ มาแล้ว  ก็ไม่ควรจะใช้ยาชนิดนั้นอีก  รวมทั้งยาในกลุ่มเดียวกัน และยาที่มีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกันด้วย ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรจดบันทึกชื่อยาลงในสมุดประจำตัวผู้ป่วย  และควรพกบัตรแพ้ยา เพื่อแสดงทุกครั้งที่ต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์หรือซื้อยาจากร้านขายยา  สิ่งที่สำคัญที่สุด ควรพบแพทย์หรือขอคำแนะนำการใช้ยาจากเภสัชกรในร้านขายยาจะดีที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก องค์การเภสัชกรรม www.gpo.or.th