การปฏิบัติและการดูแลตนเอง ก่อน-หลังการบริจาคโลหิตการบริจาคโลหิต คือ การสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ให้กับผู้ป่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายของแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิต

ประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น  ส่วนที่เหลือสามารถบริจาคให้กับผู้อื่นได้  โลหิตสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้ปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม แต่ถ้าไม่บริจาคร่างกายก็จะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัวเพราะหมดอายุออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

1. อายุระหว่าง 17-60 ปีบริบูรณ์

2. น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพทั่วไปสมบูรณ์ดี

3. ไม่มีประวัติโรคตับอักเสบ, ดีซ่าน, ตัวเหลือง และตาเหลือง

4. ไม่เป็นไข้มาลาเรีย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาและไม่เป็นกามโรค, โรคติดเชื้อต่างๆ, ไอเรื้อรัง, ไอมีโลหิต, หืดหอบ, โรคลมชัก, โลหิตออกง่ายและหยุดยากผิดปกติ, โรคผิวหนังเรื้อรัง, โรคหัวใจ, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคไทรอยด์ และโรคความดันโลหิตสูง

5. น้ำหนักลดมากโดยไม่ทราบสาเหตุ

6. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพสสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ หรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (เกย์) ไม่มีประวัติติดยาเสพติด

7. งดบริจาคโลหิตภายหลังผ่าตัด, คลอดบุตร หรือ แท้งบุตร 6 เดือน (ถ้ามีการรับโลหิต ต้องงดบริจาคโลหิต 1 ปี)

8. สตรีไม่อยู่ระหว่างมีประจำเดือน (หลังหมดประจำเดือน 1 วัน สามารถบริจาคโลหิตได้) หรือตั้งครรภ์ (หลังคลอดบุตร 6 เดือน และไม่อยู่ระหว่างให้นมบุตร) สามารถบริจาคโลหิตได้

การปฏิบัติและการดูแลตนเอง ก่อน-หลังการบริจาคโลหิต

การดูแลตนเองก่อนมาบริจาคโลหิต

1. ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

2. ควรรับประทานอาหารมาก่อน และเป็นอาหารย่อยง่าย ไม่มีไขมัน

3. ต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ดีทุกประการ ไม่เป็นหวัดหรืออยู่ระหว่างรับประทานยาใดๆ

4. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 ชั่วโมง

5. งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง

 

ขั้นตอนการบริจาคโลหิต

1. กรอกประวัติสุขภาพด้วยตนเอง

2. คัดกรองประวัติสุขภาพโดยเจ้าหน้าที่  ตรวจวัดความดันโลหิต  ชีพจร  เจาะปลายนิ้วตรวจความเข้มของโลหิต

3. ลงทะเบียนรับถุงบรรจุโลหิต

4. ดื่มน้ำก่อนเข้าห้องเจาระเก็บโลหิต

5. เข้าห้องเจาะเก็บโลหิตเพื่อทำการเจาะเก็บโลหิต

6. รับประทานอาหารว่างที่เตรียมไว้ให้

 

การปฏิบัติตนหลังบริจาคโลหิต

1. นอนพักบนเตียงสักครู่ ห้ามลุกจากเตียงทันที  เพราะอาจจะเวียนศีรษะ  เป็นลมได้

2. ดื่มเครื่องดื่มที่มีบริการให้  และดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นเวลา 1 วัน

3. นั่งพักให้แน่ใจว่าร่างกายปกติ  หากเวียนศีรษะหรือรู้สึกไม่ปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

4. รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด จนหมดเพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

5. หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง  เพื่อป้องกันการบวมช้ำบริเวณรอยเจาะ

6. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้กำลังหรือการออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ เพราะจะทำให้อ่อนเพลียได้

ไม่ต้องกังวลผู้บริจาคโลหิตมีโอกาสไม่บ่อยที่จะประสบปัญหาผลข้างเคียงจาการบริจาคโลหิต เช่น หน้ามืด, เป็นลม, คลื่นไส้, อาเจียน และอาการบวมบริเวณที่เจาะ

 

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการผิดปกติ

1. ถ้ามีอาการเวียนศีรษะหน้ามืด รีบนอนลงให้ศีรษะต่ำ ดมแอมโมเนีย เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น คลายเสื้อผ้าให้หลวม

2. ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้นอนในท่าที่สบาย ตะแคงหน้าไปด้านข้าง หายใจเข้า-ออก ลึกๆ ยาวๆ เช็ดหน้าด้วยน้ำเย็น หลังอาเจียนให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดเพื่อให้รู้สึกสดชื่น

3. ถ้าบริเวณรอยเจาะมีเลือดไหลให้ใช้มือ หรือ ผ้าก๊อซกดบริเวณรอยเจาะไว้ และยกแขนให้สูงกว่าระดับหัวใจ กดแผลไว้สักครู่เพื่อห้ามเลือด

4. ถ้าบริเวณรอยเจาะบวมช้ำให้กดแผลด้วยผ้าก๊อซไว้ประมาณ 7-10 นาที ยกแขนให้สูงกว่าระดับหัวใจ ประคบด้วยความเย็นหรือน้ำแข็ง ประมาณ 5 นาที รอยเขียวช้ำจะค่อยๆ จางลงภายใน 7-14 วัน

5. หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ให้มาพบแพทย์ที่หน่วยคลังเลือด

 

สิ่งที่ควรรู้

1. หากผู้บริจาคมีความประสงค์จะนำโลหิตที่บริจาคให้กับผู้ป่วยรายใด สามารถระบุชื่อผู้ป่วยได้โดยแจ้ง HN และบริจาคล่วงหน้าก่อนใช้โลหิต 3 วันทำการ ก่อนนำโลหิตไปใช้

2. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 074-451575

 

การเปิดบริการการบริจาคโลหิต หน่วยคลังเลือดและเวชศาสตร์บริการโลหิต โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

  • วันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 08.30-16.00 น.
  • วันศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น.
  • วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น. (หยุดพักกลางวัน)

ขอขอบคุณข้อมูล  :  หน่วยคลังเลือดและเวชศาสตร์บริการโลหิต  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์