ตู้เย็น ไม่ใช่ตู้ยา ภัยอันตรายจากการใช้ยาที่เสื่อมคุณภาพยาสามัญประจำบ้าน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับครอบครัวและที่ทำงาน โดยปกติจะเก็บไว้ใช้เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ วิธีการเก็บรักษายาที่ถูกต้องมีผลต่อคุณภาพยา

ซึ่งหากเก็บไม่ถูกต้องมีโอกาสที่ยาจะเสื่อมคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาโรคของยา และอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาที่เสื่อมคุณภาพ

หลายคนมีความเชื่อว่าการเก็บยาไว้ในที่มีอุณหภูมิต่ำๆ จะทำให้สามารถรักษาสภาพความคงตัวของยาได้นานขึ้น หรืออาจเข้าใจไปว่าจะสามารถยืดวันหมดอายุของยาให้นานขึ้นได้ จึงจะเห็นว่าหลายคนชอบนำยาเกือบทุกชนิดเก็บไว้ในตู้เย็น

แต่รู้หรือไม่ ! การเก็บยาไว้ในตู้เย็นนั้นอาจทำให้ยาสูญเสียสภาพความคงตัว เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับยาบางชนิด เช่น หากนำยาแขวนตะกอนหรือยาน้ำเชื่อมบางประเภท มาแช่ตู้เย็น ก็อาจจะทำให้เกิดการตกตะกอนได้ หรือเก็บยาแคปซูลบางชนิดไว้ในตู้เย็นที่มีความชื้นสูง มักจะทำให้แคปซูลเยิ้มจนติดกันได้ เพราะการแช่ยาบางชนิดในตู้เย็น นอกจากอาจจะทำให้เกิดการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญแล้ว อาจก่อให้เกิดสารพิษขึ้นได้ เช่น การแช่ยาเม็ดแอสไพรินในตู้เย็นจะทำให้เกิดการสลายตัวเป็นกรดซาลิซิลิก (salicylic acid) และกรดอะซิติก (Acetic acid) ซึ่งจะทำให้ยาไม่มีผลในการต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รวมทั้งยังทำให้เกิดพิษ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน มีอาการชัก และหมดสติได้เมื่อรับในปริมาณสูง

ตู้เย็น ไม่ใช่ตู้ยา ภัยอันตรายจากการใช้ยาที่เสื่อมคุณภาพ

สรุปว่า การเก็บยาในตู้เย็นจึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับยาทุกประเภท นั้นเพราะยาส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิประมาณ 18 -25 องศาเซลเซียส และไม่ควรโดนแสงแดดส่องโดยตรง

แต่ก็มียาบางชนิดต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเนื่องจากยาจะเสียได้ง่าย หรือสลายตัวหากเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง และหากระบุให้เก็บในตู้เย็น ให้เก็บในช่องเย็นธรรมดา ห้ามเก็บไว้ในช่องแข็ง ดังนั้น จึงควรอ่านฉลากยาหรือรายละเอียดบนกล่องยาเพื่อศึกษาถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษายาอย่างถูกต้อง บ้านใครหรือที่ทำงานไหนยังปฏิบัติแบบนี้อยู่ โปรดเข้าใจเสียใหม่ เพื่อตัวคุณเองและคนในครอบครัว ตลอดจนเพื่อนร่วมงาน