ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเราวันนี้จะนำพาท่านไปสัมผัสผลงานศิลปกรรมในจังหวัดสงขลา ได้แก่ ผลงานจิตรกรรมที่เรียกว่าผลงานจิตรกรรมไทย ก็คือภาพวาด

และระบายสีที่แสดงเรื่องราวตลอดไปจนถึงการเขียนลวดลายประดับตกแต่งในการช่างต่าง ๆ  คือ  ตั้งแต่การเขียนภาพพุทธประวัติ  ภาพชาดก  หรือภาพประวัติศาสตร์ในผนังโบสถ์วิหาร  ซึ่งเป็นผลงานที่มีคุณค่าทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์  ประวัติศาสตร์ วิชาการ และยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพวิถีชีวิตของผู้คนและของสังคม  วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณี  และประวัติศาสตร์ ในยุคสมัยนั้น ๆ  ที่วัดมัชฌิมาวาส หรือที่เรียกว่าวัดกลาง เดิมมีชื่อว่า วัดยายศรีจันทร์  พระอารามหลวงชั้นตรี  สังกัดธรรมยุต  ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองสงขลา  ถ.ไทรบุรี ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ได้รับการบูรณะและปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่างปี  พ.ศ. 2394-2404  โดยผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา สมัยนั้น คือ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์)  พร้อมกับการสร้างศาสนสถานขึ้นใหม่ ทั้งพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ  หอไตรพระจอม  ศาลาฤาษี ตลอดถึงซุ้มประตูวัดทั้ง 4  ซุ้มที่ทำเป็นรูปมหามงกุฎ อันเป็นสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 นั่นเอง

จิตรกรรมของวัดนี้มีอยู่สองแห่งคือที่พระอุโบสถและที่ศาลาฤาษี  ผลงานที่พระอุโบสถ เป็นภาพเขียนสีฝุ่นบนผนังปูน เป็นงานฝีมือช่างหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติชาดกและเทพชุมนุม ส่วนจิตรกรรมฝาผนังที่ศาลาฤาษี เป็นภาพฤาษีดัดตน ภาพเครื่องยาไทยและโต๊ะหมู่บูชาของจีน พระอุโบสถเป็นอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนฐานสูง หันไปทางทิศตะวันตก ภายในพระอุโบสถมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย  ดังปรากฏตัวอักษรบนลายหน้ากระดานแถบคั่นบนผนัง  ด้านหลังพระประธานเขียนไว้ว่า  “จาฤกไว้เมื่อจุลศักราช 1225  ปีกุน  เบญจศก”  ซึ่งตรงกับ  พ.ศ. 2406 นั่นเอง  เขียนเรื่องราวพุทธประวัติและทศชาติชาดกเต็มทั้งผนัง โดยเขียนเรื่องพุทธประวัติไว้ส่วนเหนือหน้าต่าง ที่เรียกว่าผนังคอสองนั่นเอง เริ่มตั้งแต่ตอนทูลเชิญพระมหาบุรุษลงมาจุติบนโลกมนุษย์ ไว้ที่มุมริมทางทิศตะวันออกของผนังด้านทิศเหนือ  เวียนมาจนจบถึงตอนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน และงานถวายพระเพลิง ทางผนังด้านทิศใต้ และสุดท้ายคือตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุฝาผนังด้านทิศตะวันออก ด้านหลังพระประธานนั่นเอง  ซึ่งเรื่องราวพุทธประวัตินี้จะมีการเขียนพรรณนาเรื่องราวแต่ละตอนไว้ที่แถบลายหน้ากระดานใต้ภาพที่คั่นแบ่งระหว่างผนังคอสองและด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างและประตู ทั้งหมด 18 ช่อง ซึ่งจะเขียนเรื่องทศชาติชาดกผนังละ 1 เรื่อง  แบ่งเป็นผนังด้านทิศใต้ 8 เรื่อง  ได้แก่  เตมีย์  มหาชนก  สุวรรณสาม  เนมีราช  มโหสถ  ภูริทัตต์  จันทกุมาร  พรหมนารท  โดยเริ่มจากเรื่องพระเตมีย์ ที่ผนังมุมทิศตะวันตกทางผนังด้านทิศใต้พอเข้าประตูด้านหน้ามาเวียนขึ้นมาทางด้านทิศตะวันออกด้านหลังพระประธาน 1 เรื่อง คือ  วิธูรบัณฑิต  ส่วนผนังด้านทิศเหนือและด้านหน้าพระประธานเขียนเรื่องพระเวสสันดรชาดกอันเป็นพระชาติสุดท้ายมีการเขียนทั้ง 13 กัณฑ์ ในทั้ง 9 ช่องผนัง  โดยเริ่มตั้งแต่ กัณฑ์ทศพร ที่ผนังมุมทิศตะวันออกเวียนมาทางหลังพระประธานเวียนมาด้านหน้าทางทิศตะวันตกจนจบที่กัณฑ์  นครกัณฑ์ ผนังด้านหน้าพระประธาน

สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังของที่นี่ถึงแม้จะปรากฏหลักฐานว่าเขียนขึ้นตรงกับยุครัชกาลที่ 4 นั้นแต่เป็นผลงานที่ยังรักษาและถ่ายทอดแบบแผนขนบดั้งเดิม ทั้งรูปแบบ  เทคนิค  วิธีการ ตลอดถึงเรื่องราวที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์ที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยาตอนปลายและยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น  ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3

นี่คือผลงานศิลปกรรมที่มีความสำคัญของบ้านเราและน่ามาชม เรียนรู้ อีกที่หนึ่ง โดย ดำรงค์ ชีวะสาโร

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา

ยลศิลป์ถิ่นสงขลา สัมผัสผลงานศิลปกรรมบ้านเรา