การอ่านของคนไทยปี 2558 ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติการสำรวจพฤติกรรมการอ่านของคนไทยในเชิงสถิติที่ถูกต้องตามระเบียบการวิจัยโดยหน่วยงานภาครับนั้น ได้เริ่มต้นโดยสํานักงานสถิติแห่งชาติ

ที่ดําเนินการสํารวจการอ่านของประชากรครั้งแรกในปี 2546 เฉพาะประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และต่อมาปี2551 ได้เพิ่มเรื่องการอ่านของเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 ปี)

ปัจจุบันการสำรวจการอ่านของประชากรจะดำเนินการทุก 2 ปีครั้ง โดยจะทำกันในปีที่ลงท้ายด้วยเลขคู่ สําหรับการสํารวจในปี 2558 ได้ขยายคํานิยามการอ่านเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึง การอ่านหนังสือหรือบทความทุกประเภท นอกเวลาเรียน/นอกเวลาทํางาน / ช่วงเวลาพัก ทั้งที่เป็นรูปเล่ม / เอกสาร หรือการอ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่มีการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึง การอ่านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Line, Instragram, Twitter ฯลฯ รวมถึง SMS และ E-mail ยกเว้น การอ่านข้อความที่เป็นการสนทนา /ติดต่อสื่อสารส่วนบุคคลหรือหน้าที่การงาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2558 จากจํานวนครัวเรือนตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน ซึ่งสรุปผลการสํารวจที่สําคัญได้ดังนี้

การอ่านของคนไทยปี 2558 ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ

1. การอ่านของเด็กเล็ก การอ่านของเด็กเล็ก ในที่นี้รวมถึง การอ่านด้วยตนเอง หรือผู้ใหญ่อ่านให้ฟังด้วย

1.1 อัตราการอ่านนอกเวลาเรียน จากผลการสํารวจปี 2558 พบว่า เด็กเล็กที่อ่านมีประมาณ 2.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 60.2 เด็กผู้หญิงมีอัตราการอ่านสูงกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย (ร้อยละ 60.9 และร้อยละ 59.5 ตามลําดับ) เมื่อเปรียบเทียบกับการสํารวจที่ผ่านมา พบว่าอัตราการอ่านของเด็กเล็กในปี 2556 มีร้อยละ 58.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ60.2 ในปี 2558 โดยเด็กหญิงและเด็กชายมีอัตราการอ่านเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกัน อัตราการอ่านของเด็กเล็กมีความแตกต่างกันระหว่างเขตการปกครองและภาค โดยในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ 63.9 และ 57.4 ตามลําดับ) เด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร มีอัตราการอ่านสูงสุด (ร้อยละ 73.8) ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กเล็กมีอัตราการอ่านต่ำสุด (ร้อยละ 55.9) เด็กเล็กมีอัตราการอ่านเพิ่มขึ้นเกือบทุกพื้นที่ โดยเด็กเล็กที่อาศัยนอกเขตเทศบาลและกรุงเทพมหานคร มีอัตราการอ่านเพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่น ขณะที่ภาคกลาง เด็กเล็กมีอัตราการอ่านลดลงเล็กน้อย

1.2 ความถี่ของการอ่านนอกเวลาเรียน เด็กเล็กที่อ่านมีความถี่ในการอ่านสัปดาห์ละ 2 – 3 วัน มากที่สุด (ร้อยละ 44.0 สัปดาห์ละ 4 – 6 วัน และอ่านทุกวันใกล้เคียงกัน19.1 และ 17.9 ตามลําดับ) ปี 2558 เด็กเล็กมีความถี่ในการอ่านลดลงจากปี 2556 คือ เด็กเล็กที่อ่านสัปดาห์ละ 4-6 วัน และทุกวันมีแนวโน้มลดลง ขณะที่กลุ่มอื่นที่มีความถี่ในการอ่านน้อยกว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การอ่านของคนไทยปี 2558 ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ

2. การอ่านของประชากร (อายุตั้งแต่6 ปีขึ้นไป)

2.1 อัตราการอ่านนอกเวลาเรียน จากผลการสํารวจปี 2558 พบว่าประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านร้อยละ 77.7 ผู้ชายมีอัตราการอ่านสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย (ร้อยละ 78.9 และ 76.5 ตามลําดับ) และเมื่อเปรียบเทียบกับการสํารวจที่ผ่านมา พบว่า อัตราการอ่านจากปี 2556 ซึ่งมีแนวโน้มลดลงทั้งผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากปี 2556 กรุงเทพมหานครได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังมากกว่าทุกปี ในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่งผลให้อัตราการอ่านของประชากร ปี 2556 สูงมากผิดปกติเมื่อพิจารณาอัตราการอ่านตามเขตการปกครองและภาค พบว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีอัตราการอ่านสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ 82.9 และ 73.4 ตามลําดับ) กรุงเทพมหานคร มีอัตราการอ่านสูงที่สุด (ร้อยละ 93.5) สูงกว่าภาคอื่นมากกว่าร้อยละ 15.0 ในขณะที่ภาคอื่นมีอัตราการอ่านใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 73.0 – 78.4

2.2 กลุ่มวัย การอ่านของประชากรมีความแตกต่างกันตามวัย วัยเด็กและวัยเยาวชนมีอัตราการอ่านร้อยละ 90.7 และ 89.6 รองลงมาคือ กลุ่มวัยทํางาน (ร้อยละ 79.1) และต่ำสุดคือ กลุ่มวัยสูงอายุ (ร้อยละ 52.08) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการสํารวจที่ผ่านมา พบว่า ปี 2558 การอ่านของประชากรทุกกลุ่มวัย มีอัตราการอ่านลดลงจากปี 2556

2.3 ระดับการศึกษา จากผลการสํารวจ พบว่าการศึกษาและการอ่านมีความสัมพันธ์กันเชิงบวก กล่าวคือผู้มีการศึกษาที่สูงกว่า มีอัตราการอ่านสูงกว่าระดับต่ำกว่า

2.4 ประเภทของหนังสือที่อ่านนอกเวลาเรียน / นอกเวลาทํางาน หนังสือพิมพ์เป็นประเภทของหนังสือที่มีผู้อ่านสูงสุด คือ ร้อยละ 66.9 รองลงมาคือ ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ / SMS / E-mail (ร้อยละ 51.1) ตำรา / หนังสือ / เอกสาร / บทความที่ให้ความรู้ (ร้อยละ 49.7) วารสาร / เอกสารประเภทที่ออกเป็นประจําและหนังสือ / เอกสาร / บทความเกี่ยวกับคําสอนทางศาสนา (ร้อยละ 41.4 เท่ากัน) สําหรับนิตยสาร นวนิยาย / การ์ตูน / นิทานอ่านเล่นและแบบเรียน / ตำราเรียนตามหลักสูตรมีผู้อ่านน้อยกว่าร้อยละ 40.0 คนที่มีวัยแตกต่างกัน มีความสนใจเลือกประเภทหนังสือที่อ่านแตกต่างกัน โดยวัยเด็กอ่านแบบเรียน/ตําราเรียนตามหลักสูตรสูงสุดถึงร้อยละ 96.5รองลงมาคือ นวนิยาย / การ์ตูน / หนังสืออ่านเล่น (ร้อยละ 65.4) วัยเยาวชน อ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ / SMS /E-mail สูงสุดถึงร้อยละ 82.2 รองลงมาคือหนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 67.7) ในขณะที่วัยทำงานส่วนใหญ่อ่านหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 79.5 ลำดับรองลงมาคือ ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ / SME / E-mail (ร้อยละ 54.2) สําหรับวัยสูงอายุส่วนใหญ่อ่านหนังสือ / เอกสาร / บทความเกี่ยวกับคําสอนทางศาสนาร้อยละ 76.1 รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 59.7)

2.5 ประเภทเนื้อหาสาระที่อ่านนอกเวลาเรียน / นอกเวลาทํางาน เนื้อหาสาระที่ผู้อ่านชอบอ่านมากที่สุด คือ ข่าวและสารคดี / ความรู้ทั่วไป (ร้อยละ 48.5 เท่ากัน) รองลงมาคือ บันเทิง ความรู้วิชาการ และคําสอนทางศาสนา / บทสวดมนต์ (ร้อยละ 40.1, 21.5 และ 13.7 ตามลําดับ) ส่วนเนื้อหาสาระประเภทอื่น มีผู้อ่านเพียงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่าผู้อ่านสนใจอ่านสารคดี / ความรู้ทั่วไป และบันเทิงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.1 และ 7.8 ตามลําดับ แต่อ่านข่าวลดลง ร้อยละ 5.8 ส่วนเนื้อหาประเภทอื่น มีร้อยละของผู้อ่านใกล้เคียงกับปี 2556 2.6 เวลาเฉลี่ยที่ใช้อ่านนอกเวลาเรียน / นอกเวลาทํางาน สําหรับผู้อ่านที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปทั้งหมดใช้เวลาอ่านนอกเวลาเรียน / นอกเวลาทํางานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 6 นาทีต่อวัน (66 นาที) โดยกลุ่มเยาวชนใช้เวลาอ่านมากที่สุด เฉลี่ย 1 ชั่วโมง 34 นาทีต่อวัน (94 นาที) กลุ่มวัยเด็กและวัยทํางานใช้เวลาอ่านเฉลี่ยมากกว่า 1 ชั่วโมงเล็กน้อย ส่วนวัยสูงอายุใช้เวลาอ่านน้อยที่สุดเฉลี่ย 44 นาทีต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่า ทุกวัยใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้น เนื่องจากปี 2558 ได้เพิ่มการอ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ /SMS / E-mail ด้วย โดยกลุ่มวัยเยาวชนใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 44 นาทีต่อวัน

2.7 วิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่าน จากการสํารวจความคิดเห็นของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่าน พบว่า วิธีการรณรงค์ที่ได้รับการเสนอแนะมากที่สุด 5 ลําดับแรก คือ ปลูกฝังให้รักการอ่านผ่านพ่อ แม่ / ครอบครัว (ร้อยละ 31.4) ให้สถานศึกษามีการรณรงค์ส่งเสริมการอ่าน (ร้อยละ 26.9) รูปเล่ม / เนื้อหาน่าสนใจ หรือใช้ภาษาง่ายๆ (ร้อยละ 25.1) และส่งเสริมให้มีห้องสมุด / ห้องสมุดเคลื่อนที่ / มุมอ่านหนังสือในชุมชน / พื้นที่สาธารณะ (ร้อยละ 20.7) และหาซื้อได้ง่าย / เข้าถึงง่าย (ร้อยละ 20.6)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.pubat.or.th/